การพัฒนาครูด้วยหลักสูตรการอบรมออนไลน์

LightBlog

Breaking

ทฤษฎีแรงจูงใจของ เฮอร์สเบิร์ก (Motivation-hygiene Theory)

                         เฮอร์สเบิร์ก ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับแรงจูงใจของมนุษย์ ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีความต้องการของ    มาสโลว์ และได้นำเสนอทฤษฎีแรงจูงใจสององค์ประกอบขึ้นมา คือ องค์ประกอบด้านแรงจูงใจ (Motivation Factors) และองค์ประกอบด้านสุขภาพศาสตร์ (Hygiene Factors) โดยทั้งองค์ประกอบด้านแรงจูงใจ คือ ตัวที่ทำให้เกิดความพึงพอใจ (Satisfier) ในตัวบุคคลและจูงใจให้บุคคลทำงานหนักมากขึ้น เป็นกุญแจสำคัญที่จะจูงใจให้ปรับปรุงการปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จ

                         องค์ประกอบด้านแรงจูงใจ (Motivation Factors) ประกอบด้วย

                         1. โอกาสและความเป็นไปได้ในการเจริญก้าวหน้า (Possibility of Growth)

                         2. การได้เลื่อนระดับ หรือความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน (Advancement)

                         3. การได้รับการยกย่อง ยอมรับ (Recognition)

                         4, การได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ (Responsibility)

                         5. ผลสำเร็จหรือการประสบผลสำเร็จ (Achievement)

 

                         เฮอร์สเบิร์ก กล่าวว่า องค์ประกอบด้านแรงจูงใจหรือสิ่งที่สนองความพอใจเป็นสิ่งจูงใจในการปรับปรุงการปฏิบัติงาน ซึ่งองค์ประกอบด้านนี้ตรงกับทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ในขั้นที่ 4 และขั้นที่ 5 ซึ่งจัดเป็นความต้องการระดับสูง (higher-level needs)

องค์ประกอบด้านสุขภาพศาสตร์ ประกอบด้วย (Hygiene Factors) องค์ประกอบด้านสุขภาพศาสตร์ประกอบด้วย

                         1. เงินเดือนค่าจ้าง (Salary)

                         2. สภาพในการทำงาน (Working Conditions)

                         3. ความปลอดภัยหรือสวัสดิภาพในการทำงาน (Job Security)

                         4. ชีวิตส่วนตัว (Personal Life)

                         5. นโยบายของโรงเรียนและนโยบายการบริหาร

                         6. การนิเทศและเทคนิควิธีการนิเทศ

                         7. ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในหน่วยงาน

                         8. ฐานะหรือสถานภาพของบุคคล

                         ซึ่งองค์ประกอบด้านต่าง ๆ เหล่านี้ ตามทฤษฎีความสัมพันธ์ของมาสโลว์ในขั้นที่ 1. 2, 3 เป็นความต้องการระดับต่ำ (Lower-level needs) (Herzberg 1988, อ้างถึงใน Glickman and others 2001, 2004)

 

แนวคิดสำคัญเกี่ยวกับทฤษฎีแรงจูงใจของเฮอร์สเบิร์ก (Motivation-hygiene Theory)

                         จากการศึกษาวิเคราะห์ทฤษฎีแรงจูงใจและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องของเฮอร์สเบิร์กและคณะ เพื่อเป็นแนวทางในการนิเทศการสอน ดังนี้

                         1. มีสภาพเงื่อนไขบางอย่างในการทำงานที่ครูคาดหวังเพื่อให้สนุกกับการทำงานเงื่อนไขหรือสภาพดังกล่าว ถ้าได้มีการตอบสนองเชิงปริมาณอย่างพอเพียง ครูจะทำงานพอประมาณเท่านั้น พอที่จะต้องปรับสถานภาพตัวเองให้อยู่ได้ แต่ถ้าหากเงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้รับการตอบสนองอย่างต่อเนื่อง ครูจะไม่พึงพอใจและผลของการปฏิบัติงานจะไม่ดีตามไปด้วย

                         2. สภาพเงื่อนไขในการทำงานที่ครูคาดหวังและเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ต่อกันในที่ทำงาน เป็นองค์ประกอบทางด้านสุขภาพศาสตร์ (Hygienic Factors) การไม่ปรากฎขององค์ประกอบด้านสุขภาพศาสตร์ ผลที่เกิดขึ้นคือ ความไม่พึงพอใจและผลการปฏิบัติงานระดับต่ำของครู แต่ถ้าองค์ประกอบนี้มีปรากฎในหน่วยงานก็จะคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีในหน่วยงาน แต่ไม่อาจจูงใจครูให้เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติงานให้ดีขึ้นได้ องค์ประกอบด้านสุขภาพศาสตร์จะต้องสัมพันธ์กับความร่วมมือร่วมใจในการทำงาน

                         3. องค์ประกอบที่ช่วยให้ครูปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น คือ สิ่งจูงใจ (Motivators) ถ้าขาดสิ่งจูงใจ จะไม่ทำให้เกิดความไม่พึงพอใจแก่ครูหรือมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของบุคลากรในหน่วยงาน แต่องค์ประกอบด้านแรงจูงใจจะสัมพันธ์กับความตั้งใจในการปฏิบัติงาน

                         4. องค์ประกอบด้านแรงจูงใจและองค์ประกอบด้านสุขภาพศาสตร์มีความแตกต่างกัน แรงจูงใจในการทำงานไม่ได้เป็นผลจากการเพิ่มองค์ประกอบด้านสุขภาพศาสตร์เท่านั้น

                         5. องค์ประกอบด้านสุขภาพศาสตร์มีความสัมพันธ์กับเงื่อนไขในการทำงาน ซึ่งเป็นองค์ประกอบภายนอก เช่น เงิน ผลทำไร การนิเทศที่เหมาะสม และความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงาน องค์ประกอบด้านแรงจูงใจเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับงานโดยตรง และเป็นองค์ประกอบภายใน เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายใน ตัวอย่างเช่น การได้รับการยอมรับยกย่องผลสำเร็จ และการได้รับความรับผิดชอบงานมากขึ้น เป็นต้น

                         6. องค์ประกอบด้านสุขภาพศาสตร์มีความสำคัญ เพราะจะช่วยป้องกันการสร้างปัญหาในสภาพแวดล้อมการทำงาน เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมาจากความไม่พึงพอใจและการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพต่ำ การใส่ใจดูแลองค์ประกอบด้านสุขภาพศาสตร์ กับปัญหาความยุ่งยาก แต่องค์ประกอบดังกล่าวก็ไม่มีศักยภาพพอที่จะจูงใจคนให้ปฏิบัติงานได้อย่าง

                         7. องค์ประกอบด้านสุขภาพศาสตร์ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของบุคคลจะช่วยหลีกเลี่ยงความไม่พึ่งพอใจและการต่อต้านได้ระดับหนึ่ง ส่วนองค์ประกอบด้านแรงจูงใจและตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์เพื่อความเจริญเติบโตด้านจิตใจ

                         8. ความพึงพอใจในการทำงาน ไม่ใช่สิ่งจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคคล แต่เป็นผลจากคุณภาพการปฏิบัติงานของบุคคลมากกว่า ดังนั้นทั้งผู้บริหารและผู้นิเทศไม่ควรใช้การสร้างความพึงพอใจให้เกิดขึ้นเพื่อจูงใจให้ครูปฏิบัติงาน ความพึงพอใจควรจะเป็นเป้าหมายที่ครูจะไปให้ถึง ซึ่งได้มาจากการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพของตนนั่นเอง

                         9. ผู้บริหารและผู้นิเทศที่ใช้การสร้างความพึงพอใจในการทำงาน เป็นสิ่งจูงใจครูกล่าวได้ว่า กำลังใช้มนุษย์สัมพันธ์ในการปฏิบัติงาน ซึ่งก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ เพราะการใช้มนุษยสัมพันธ์หรือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เป็นองค์ประกอบด้านสุขภาพศาสตร์

                         10. ผู้บริหารและผู้นิเทศที่ให้ความสำคัญ ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานเป็นเป้าหมายที่ครูควรจะแสวงหาและไปให้ถึงโดยการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จ มีความหมาย กล่าวได้ว่า ใช้การนิเทศที่เน้นทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Supervision) ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นวิธีนิเทศที่มีประสิทธิภาพมากวิธีหนึ่ง ซึ่งการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นองค์ประกอบด้านแรงจูงใจ

                         11. เป็นความจริงที่ว่า ครูส่วนใหญ่จะได้รับการคาดหวังว่าพวกเขาจะตอบสนองต่อทฤษฎีของเฮอร์สเบิร์ก (Motivation-hygiene Theory) ถึงแม้ว่าจะไม่ทุกคน

 

                         โดยสรุปก็คือ ทฤษฎีแรงจูงใจ-สุขภาพศาสตร์ของเฮอร์สเบิร์กกล่าวว่า ครูจะทำงานด้วยความต้องการ 2 ประเภทที่แตกต่างกัน ความต้องการประเภทที่ 1 ตอบสนองด้วย องค์ประกอบด้านสุขภาพศาสตร์ ถ้าเมื่อไรองค์ประกอบดังกล่าวถูกละเลย ความพึงพอใจในการทำงานเกิดขึ้นน้อย ผลการปฏิบัติงานลดลงหรือด้อยลง ต่ำกว่าระดับที่ยอมรับได้ ความต้องการประเภทนี้จะตอบสนองได้ดีที่สุดด้วย องค์ประกอบด้านแรงจูงใจซึ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของงาน แต่ก็สามารถสร้างขึ้นมาได้ในการทำงาน องค์ประกอบในด้านดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมพัฒนางาน การปฏิบัติงานให้ดีขึ้น ถ้าองค์ประกอบต้านแรงจูงใจถูกละเลย บุคลากรอาจจะไม่เกิดความไม่พึงพอใจ แต่ผลการปฏิบัติงานของบุคคลเหล่านี้จะไม่ไปไกลกว่าคำว่าทำงานให้พอสมกับค่าตอบแทน

 

                         สิ่งที่ควรระลึกถึงสำหรับการนิเทศและผู้นิเทศก็คือ ครูบางกลุ่ม บางคนอาจจะสนใจกับองค์ประกอบต้านสุขภาพศาสตร์มากกว่าองค์ประกอบต้านแรงจูงใจ ดังนั้นผู้นิเทศจะต้องมีวิธีการที่จะส่งเสริมให้ครูให้ความสนใจกับองค์ประกอบด้านแรงจูงใจให้มากขึ้น ซึ่งต้องใช้เทคนิคทักษะหลายอย่างในการกระตุ้นและส่งเสริมแรงจูงใจ

 

                         สิ่งจูงใจของแต่ละบุคคล แต่ละวัย แต่ละระดับความรู้และความเชี่ยวชาญ มีความแตกต่างกัน ดังนั้น การสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เกิดการยอมรับ ผูกพันต่อภาระหน้าที่ และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจึงแตกต่างและหลากหลาย ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ผู้ประสานงาน และผู้นำในหน่วยงานจะศึกษาวิธีการสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นกับบุคลากรภายในองค์กรให้ได้ จึงจะได้ความร่วมมือ ร่วมใจ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

                         สรุปก็คือ ในการนิเทศจำเป็นต้องอาศัยทฤษฎีแรงจูงใจต่าง ๆ มาประกอบกับการปฏิบัติงานการนิเทศด้วย โดยมุ่งเน้นทั้งทางด้านงานและจิตใจ รวมทั้งการสร้างบรรยากาศในการปฏิบัติงานที่เป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม