ภาวะผู้นำกับการนิเทศ (Leadership and Supervision)
ภาวะผู้นำในการนิเทศย่อมจะแตกต่างกันกับภาวะผู้นำในการบริหาร เนื่องจากการใช้ภาวะผู้นำของผู้นิเทศโดยทั่วไปจะไม่แฝงด้วยอำนาจในตำแหน่ง ถ้าผู้นิเทศไม่ใช่ผู้บริหารโรงเรียน ภาวะผู้นำโดยทั่วไปจะประกอบ ด้วยมิติสำคัญ 2 ประเภท คือ มิติภาวะผู้นำโดยตำแหน่ง (Authority) และมิติภาวะผู้นำตามอำนาจบารมี (Power) ซึ่งก็คือพลังอำนาจของแต่ละบุคคล
อำนาจโดยตำแหน่งหน้าที่ (Authority) หมายถึง พลังอำนาจในการตัดสินใจโดยเด็ดขาด และใช้กับภาระต่าง ๆ ได้ โดยไม่ต้องรอการได้รับอนุญาตจากใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้นอำนาจโดยตำแหน่งสามารถมอบให้แก่ใครก็ได้ตามกฎหมาย
อำนาจบารมี (Power) หมายถึง ความสามารถในการมีอิทธิพลเหนือพฤติกรรมของบุคคลอื่น โดยอำนาจบารมีได้มาจากหลายแหล่ง เช่น บุคคลที่มีชื่อเสียงต่อไปนี้ล้วนแล้วแต่มีอำนาจบารมี เช่น แอลเบอร์ท ไอสไตน์ (Albert Einstein) ซิลเวสเตอร์ สตาลโลน (Sylvester Stallone) ลี ไอคอคคา (Lee Icocca) มากาเรท แธชเชอ (Margaret Thatcher) และอะยาโตลา โคไมนี (Ayatollah Khomaini) ซึ่งแต่ละคนมาจากที่แตกต่างกัน มีวิถีชีวิตแตกต่างกัน พวกเขาต่างก็มีอำนาจบารมี
ประเภทของพลังอำนาจหรืออำนาจบารมี (Power)
ราเวน (Raven B., 1959, อ้างถึงใน Daughtrey and Ricks 1989 ) ได้นำเสนอประเภทของอำนาจบารมี และที่มาของอำนาจดังกล่าว ดังนี้
1. อำนาจบารมีที่สามารถให้ความดีความชอบหรือรางวัล (Reward Power) บุคคลจะมีอำนาจบารมีในแบบดังกล่าว ทำให้ผู้ร่วมทำงานด้วยเห็นว่าบุคคลนั้นสามารถให้ความดีความชอบ ให้ในสิ่งที่เขาต้องการได้ เช่น เงินเดือน ตำแหน่ง เป็นต้น
2. พลังอำนาจจากการสามารถควบคุมบังคับบัญชา (Coercive Power) ถ้าผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาเห็นว่าบุคคลนั้นสามารถให้คุณให้โทษ ให้พวกเขาได้บุคคลนั้น จะมีอำนาจในแบบดังกล่าว คือ อำนาจจากการบังคับบัญชา
3. พลังอำนาจตามกฎหมาย (Legitimate Power) จัดเป็นพลังอำนาจที่มาจากการได้รับมอบหมายหน้าที่หรือบางทีเรียกอำนาจตามตำแหน่ง (Position Power) ผู้ร่วมงานจะมองว่าเป็นหัวหน้า เป็นเจ้านาย และเป็นผู้บังคับบัญชา
4. พลังอำนาจจากการอ้างอิง (Referent Power) เป็นพลังอำนาจที่เกิดจากการที่ ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ร่วมงานมองเห็นศักยภาพและคุณภาพ ถูกมองว่าเป็นความยุติธรรม เห็นใจผู้อื่น เป็นแบบอย่างที่ดี หรืออาจมาจากบุคลิกลักษณะที่ดี น่าสนใจ
5. พลังอำนาจจากความเชี่ยวชาญ (Expert Power) ผู้มีพลังอำนาจแบบดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถสูงในสาขาวิชาอื่น ผู้ร่วมงานจะให้การยอมรับนับถือในความเชี่ยวชาญ ทำให้เต็มใจที่จะทำตามคำแนะนำ
จากความหมายของภาวะผู้นำ มิติของภาวะผู้นำ และที่มาของพลังอำนาจ (power) จะเห็นได้ว่าทั้งพลังอำนาจโดยตำแหน่งหน้าที่ (Authority) และพลังอำนาจหรืออำนาจบารมีของบุคคล (Power) นั้น เป็นมิติภาวะผู้นำโดยทั่ว ๆ ไป ในองค์กรต่าง ๆ ซึ่งทั้งอำนาจโดยตำแหน่งหน้าที่ และพลังอำนาจหรืออำนาจบารมีนั้นมีความหมายแตกต่างกันเช่นเดียวกับบางคน บางครั้งอาจจะมองว่าการจัดการ (Management) เป็นคำเดียวกับการนำ (Leading) แต่โดยทั่วไปตามบทบาทหน้าที่ของผู้นิเทศ (Supervisor) ในวงการการศึกษาไม่ได้มีอำนาจโดยตำแหน่งหน้าที่เพราะมีบทบาทด้านการส่งเสริมการศึกษา (Staff) โดยเฉพาะตามภาระหน้าที่ที่แท้จริง จากนิยามการนิเทศของนักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญการนิเทศจะมุ่งเน้นการให้การช่วยเหลือ แนะนำ และส่งเสริมสนับสนุนครูให้มีการปรับปรุงและพัฒนางานในวิชาชีพในเกือบทุกนิยามของการนิเทศการศึกษา ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคปัจจุบัน ดังนั้น ภาวะผู้นำที่ใช้ในการนิเทศจึงเป็นมิติด้านพลังอำนาจ (Power) และเป็นพลังอำนาจจากความเชี่ยวชาญมากที่สุด (Expert Power) ที่จะช่วยส่งเสริมให้งานในภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติกับครู ส่งผลถึงตัวผู้เรียนให้ประสบผลสำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์
ภาวะผู้นำในการนิเทศ (Supervisory Leadership)
เมื่อมีการให้ความหมายของคำว่า ผู้จัดการ (Manager) และผู้นำ (Leader) ต่างกัน ดังนั้น คำว่า ภาวะผู้นำในการนิเทศ (Supervisory Leadership) สามารถจะให้ความหมายว่า หมายถึง ความสามารถในการมีอิทธิพลต่อบุคคลอื่น ๆ ในการที่ทำให้บุคคลเหล่านั้นปฏิบัติงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย และขณะเดียวกันทำให้เกิดการยอมรับนับถือ ความจงรักภักดี และความร่วมมือ ดังจะเห็นได้ว่า คำว่า มีอิทธิพล ความเต็มใจ การยอมรับนับถือทำให้ภาวะผู้นำด้านการนิเทศมีความหมายมากกว่าคำว่าอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ พลังอำนาจและการจัดการ แต่เมื่อไรก็ตามถ้าบุคคลมีทั้งภาวะผู้นำและความสามารถในการจัดการอยู่ด้วยกัน กล่าวได้ว่าเป็นเรื่องที่ดี เช่น ถ้าท่านมีฐานะเป็นผู้นำกลุ่ม ขณะเดียวกันเป็นผู้นิเทศด้วย จะสามารถช่วยให้ท่านทำงานในหน้าที่ให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น นั่นคือ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายและประสบผลสำเร็จในฐานะผู้นิเทศและจะต้องปรับปรุงและพัฒนาทักษะภาวะผู้นำทางด้านการจัดการเรียนการสอนและการนิเทศให้ชำนาญ
ภาวะผู้นำในการนิเทศเน้นที่การให้บริการต่าง ๆ แก่ครูก็เพื่อการพัฒนาวิชาชีพใน 4 ด้าน คือ
1. การพัฒนาบุคลากร (Staff Development)
2. การพัฒนาเป็นรายบุคคล (Individual)
3. การสังเกตการสอน (Observation)
4. การประเมินผลครู (Teacher Evaluation)
สรุปคือ ภาวะผู้นำในการนิเทศ หมายถึง ความสามารถในการพูดและปฏิบัติเพื่อสร้างการยอมรับและการร่วมมือในสถานการณ์ในบริบทต่าง ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญและสมรรถนะในการปฏิบัติงาน ไม่ใช่มาจากตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้ง
รูปแบบภาวะผู้นำในการนิเทศ (Leadership Styles in Supervision)
ผู้นิเทศ (Supervisors) หรือผู้ที่ทำหน้าที่นิเทศ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นิเทศ อาจหมายรวมถึง ผู้บริหารที่ทำหน้าที่นิเทศด้วยในปัจจุบัน ตามบทบาทภาระหน้าที่ของผู้นิเทศ ก็คือ การช่วยเหลือ แนะนำ ส่งเสริม สนับสนุนครู และประสานงานระหว่างครูด้วยกัน ครูกับผู้บริหารเพื่อให้งานด้านการศึกษาประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายของโรงเรียนกับชุมชน โดยเป็นการให้บริการ (Services) แก่ครูและผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ ดังนั้นรูปแบบภาวะผู้นำในการนิเทศจึงต้องเน้นคน งาน และการประสานสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
นอกจากนั้นเพื่อการทำหน้าที่นิเทศให้บรรลุวัตถุประสงค์ และประสบผลสำเร็จ ผู้นิเทศหรือผู้ทำหน้าที่นิเทศอาจต้องรู้และเข้าใจเกี่ยวกับองค์กรหรือโรงเรียนที่ตนเองจะต้องเข้าไปร่วมปฏิบัติงานด้วย เช่น จะต้องรู้และเข้าใจเกี่ยวกับบรรยากาศองค์กรของโรงเรียนนั้น วัฒนธรรมโรงเรียน ตลอดจนบุคลากรในโรงเรียนซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้การปฏิบัติงานการนิเทศประสบผลสำเร็จ
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบภาวะผู้นำ (Leadership Style) เป็นสิ่งจำเป็น เพราะรูปแบบภาวะผู้นำที่บุคคลนั้นใช้ มาจากการรับรู้ของบุคคลอื่นมากกว่าการคิดเอาเอง (Leadership Style is not what the leader thinks it is what the followers think it is, Daugherty and Ricks 1989 ) ดังที่ทฤษฎีภาวะผู้นำในอดีตจะเน้นที่ตัวผู้นำว่าเป็นอย่างไรมากกว่า นอกจากนั้น เดอทรี และริกส์ (Daughtrey and Ricks 1989 ) ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาวะผู้นำไม่ใช่สิ่งที่ได้มาเอง แต่เป็นบางสิ่งที่ถูกมอบให้ท่าน และท่านจะได้ภาวะผู้นำก็จากการปฏิบัติ การพูดจาสื่อความหมายและการปฏิบัติ บุคคลมีภาวะผู้นำก็ต่อเมื่อสามารถจูงใจ มีอิทธิพลเหนือบุคคลอื่นจะทำให้เขายอมรับ เต็มใจที่จะปฏิบัติงานให้ประสลผลสำเร็จตามประสงค์
รูปแบบภาวะผู้นำที่ใช้กันแพร่หลายในการนิเทศ ไม่มีรูปแบบใดดีที่สุด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ สภาพความพร้อมทางด้านต่าง ๆ ของโรงเรียนและบุคลากรในโรงเรียนเป็นสำคัญ ดังนั้นรูปแบบภาวะผู้นำในการนิเทศจึงขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น บุคลิกภาพของผู้นิเทศ ความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับการนิเทศ รวมทั้งสภาพของโรงเรียนหรือหน่วยงาน
รูปแบบภาวะผู้นำ (Leadership Styles) ในการนิเทศ ก็คือ วิธีการที่จูงใจหรือสร้างอำนาจบารมีที่ผู้นิเทศนำมาใช้ร่วมกับเทคนิคและทักษะในการนิเทศ
รูปแบบภาวะผู้นำ การปฏิบัติงานเมื่อพิจารณาจากอำนาจของผู้นำแบ่งลักษณะภาวะผู้นำโดยทั่วไปได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. ภาวะผู้นำแบบเผด็จการ (Authoritarian) เป็นการใช้อำนาจสั่งการอย่างเฉียบขาด ไม่คำนึงถึงบุคคล รวมอำนาจ ตัดสินใจด้วยตัวเอง ยึดมั่นตัวเองเป็นใหญ่
2 ภาวะผู้นำตามสบาย (Laissez-faire) เป็นการปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานตามใจชอบ ไม่มีการติดตามผลงานการตัดสินใจขึ้นอยู่กับผู้ใต้บังคับบัญชา ทำอะไรได้ตามใจชอบ ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ดีจะทำให้งานล้มเหลวได้
3. ภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic) เป็นการใช้อำนาจตามวิถีทางประชาธิปไตย การตัดสินใจถือเสียงส่วนใหญ่ มีการปฏิบัติปรึกษาหารือกัน เคารพในสิทธิและหน้าที่ของแต่ละบุคคล
เกียมแมททิโอ (Giammatteo, Michael C., 1925, อ้างถึงใน Wiles and Bondi 2004 ) ได้นำเสนอลักษณะหรือรูปแบบภาวะผู้นำในการนิเทศไว้ 5 ลักษณะ ดังนี้
1. ภาวะผู้นำแบบบอกให้ปฏิบัติ (Tells Leadership) ภาวะผู้นำแบบบอกให้ปฏิบัติมีลักษณะ ดังนี้
1.1 ต้องการเป็นผู้นำมากกว่าผู้ตาม
1.2 ออกคำสั่ง
1.3 บางครั้งทำให้กลัวและทำให้โกรธ
1.4 ใช้อำนาจโดยตำแหน่ง
1.5 กำหนดวัตถุประสงค์และมาตรฐานเอง
1.6 ตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาผู้อื่น
2. ภาวะผู้นำแบบขายความคิด (Sells Leadership) ภาวะผู้นำลักษณะแบบขายความคิดมีลักษณะดังนี้
2.1 มอบหมายเสนองานให้ผู้ร่วมงาน
2.2 มอบหมายงานบางครั้งไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน
2.3 พยายามชักชวนกลุ่มให้ยอมรับงานต่าง ๆ ที่เสนอ
2.4 สร้างทีมหรือกลุ่มทำงานนาน ๆ ครั้ง
2.5 ไม่ใช้การจูงใจให้ผู้อื่นมีส่วนร่วม
2.6 ตัดสินใจโดยไม่ปรึกษากลุ่ม
3. ภาวะผู้นำแบบให้การแนะนำ (Consults Leadership) ดังนี้
3.1 ไม่ใช้อำนาจโดยตำแหน่งหน้าที่
3.2 พยายามพัฒนาความภักดีของผู้ร่วมงาน
3.3 กระจายงานโดยไม่ลังเล
3.4 อธิบายเสมอว่าทำไมต้องทำงานด้วยวิธีดังกล่าว
3.5 ใช้เวลาในการอธิบายให้กลุ่มในสิ่งที่ตนเองคิดอาจเป็นวิธีแก้ปัญหา
4. ภาวะผู้นำแบบร่วมมือกัน (Joins Leadership) มีลักษณะดังนี้
4.1 สร้างทีมปฏิบัติงานโดยการมีส่วนร่วมในกลุ่ม
4.2 ยอมรับข้อเสนอแนะจากกลุ่มทำงาน
4.3 ให้ความสำคัญกับบุคคลแต่ละคน
4.4 ช่วยให้ผู้ร่วมงานได้ประสบผลสำเร็จตามศักยภาพ
4.5 ใช้การตัดสินใจโดยกลุ่ม
5 ภาวะผู้นำแบบกระจายอำนาจ (Delegates Leadership) มีลักษณะดังนี้
5.1 ให้กลุ่มตัดสินใจ
5.2 ยอมรับการตัดสินใจของกลุ่มที่สอดคล้องตามเกณฑ์ที่กำหนด
5.3 กระตุ้นส่งเสริมผู้ใต้บังดับบัญชาให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ
5.4 กระตุ้นส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของลูกจ้างและผู้ร่วมงาน
รูปแบบการใช้ภาวะผู้นำในการนิเทศที่ส่งเสริมพัฒนาการร่วมมือปฏิบัติอีกแบบหนึ่งให้น่าสนใจ คือ
1. แบบสนับสนุน (Supportive)
2. แบบชี้นำแนะนำ (Directive)
3. แบบมีส่วนร่วมฉันท์เพื่อนวิชาชีพ (Participative Collegial)
4. แบบมุ่งผลสำเร็จของงาน (Achievement-oriented)
สรุปก็คือ ภาวะผู้นำในการนิเทศมีหลายลักษณะ เช่น แบบเผด็จการใช้อำนาจ ตัดสินใจเอง แบบประชาธิปไตยส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ คอยให้การแนะนำ และแบบสร้างความร่วมมือ ซึ่งแต่ละแบบของภาวะผู้นำไม่ได้มีแบบใดแบบหนึ่งเหมาะสมหรือมีประสิทธิผลสูงสุด การใช้ภาระผู้นำในการปฏิบัติงานนิเทศ ครูและบุคคลที่มีความแตกต่างหลากหลายควรผสมผสานทั้งชี้นำ แนะนำ ร่วมมือ และส่งเสริมสนับสนุน


